เปิดตำนาน! ทำไมนาโต ถึง กลัว!! เพราะ S-300 ของรัสเซีย ไม่ใช่แค่ระบบต่อต้านขีปนาวุธ แต่มันคือ…

หลังจากที่รัสเซีย ได้เผยแพร่แถลงการณ์ว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ได้ลงนามในกฤษฎีกาให้มีการขยายอาณาเขตของฐานทัพเรือรัสเซีย ในเมืองท่าตาร์ตุส ที่อยู่ริมชายฝั่งทางตะวันตกของซีเรีย เพื่อรองรับการเทียบท่าของเรือรบจากรัสเซียในบริเวณนั้น ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลซีเรีย เรียบร้อยแล้ว โดยไม่มีการระบุรายละเอียดใดเพิ่มเติมอีก แต่ฐานทัพเรือของรัสเซียในเมืองตาร์ตุสเป็นสถานที่ติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบ “เอส-300”

หลายคนก็มีคำถามว่า “เอส-300” มันคืออะไร และทรงอานุภาพอย่างไร ทำไมพอพูดถึง ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ชนิดนี้แล้ว หลายประเทศที่เป็นพันธมิตรกับรัสเซีย ถึงเลือกซื้อหาไว้ใช้งาน ดังนั้นวันนี้ เราจะพาไปทำความรู้จักกันแบบ รู้สึกเลยทีเดียว

Loading...
loading...

ระบบอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ ตระกูลเอส-300 เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและถูกใช้อย่างกว้างขวางในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มีต้นกำเนิดจาก กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศของสหภาพโซเวียตเดิม (Voyska Protivovozdushnaya Oborona- Voyska PVO) และได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนมีประสิทธิภาพสูงอย่างในปัจจุบัน กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน(People Liberation Army-PLA) เป็นผู้ใช้รายใหญ่ที่สุดรองจากกองทัพของประเทศผู้ผลิต

ระบบเอส-300 มักถูกเรียก ว่า รัสเซียนแพทริออท แต่จริงๆแล้ว ส่วนสำคัญในระบบหลายๆส่วน มีความสามารถสูงกว่าระบบแพทริออทของสหรัฐอเมริกามาก และในรุ่นหลังๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการขนย้ายและความสามารถในการอยู่รอด มากขึ้น และเมื่อเปิดตัวเรดาร์เฟสอาเรย์แบบ 64N6 บิ๊กเบิร์ด ซึ่งมีความสามารถเทียบได้กับเรดาร์เฟสอาเรย์ชื่อดังแบบ SPY-1 AEGIS system ในรูปลักษณ์ของระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบเคลื่อนที่ได้

การวางกำลังของระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบเอส-300 อย่างกว้างขวางในภูมิภาคนี้ ดูแล้วน่าจะเป็นปัญหามาก เนื่องจากอาวุธระบบนี้ สามารถวางกำลัง เคลื่อนย้าย ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีอัตราการอยู่รอดสูง และระบบนี้ยังมีประสิทธิภาพสูงมาก ยากต่อการทำลาย และ ต่อต้าน กองทัพอากาศสหรัฐฯ จึงมีแผนที่จะนำเครื่องบินขับไล่ล่องหนแบบเอฟ-22 มาใช้ต่อกรกับระบบนี้
มันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่จะบอกว่า ไม่มีเอฟ-18 ลำไหน แบบไหน หรือ แม้กระทั่ง เอฟ-35 ที่ได้รับการออกแบบให้เจาะระบบป้องกันแบบนี้ได้

เอส-300 ถูกสร้างขึ้นมาจากบทเรียนของระบบอาวุธปล่อยพื้นสู่อากาศ ในช่วงสงครามเวียดนามและสงคราม ยม-คิปปูร์ ซึ่งเป็นยุคของอาวุธปล่อยพื้นสู่อากาศซีรี่ส์เลขตัวเดียว อย่าง เอส-75/เอสเอ-2, เอส-125/เอสเอ-3 และ 3เอ็ม9/เอสเอ-6 ซึ่งถูกทำลายเสียหายอย่างมากโดยกองทัพอากาศสหรัฐและอิสราเอล ซึ่งทั้ง เอส-300 (เอสเอ-10)และ อานเทีย เอส-300วี (เอสเอ-12) ต่างถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการป้องกันภัยทางอากาศที่มีการรบหนาแน่นในสงครามเย็นทางยุโรปตอนกลาง โดย ระบบนี้ ถูกออกแบบโดยใช้เทคโนโลยีแบบเท่าไหร่เท่ากันในช่วงท้ายของสงครามเย็น แต่อย่างไรก็ตามแม้สหภาพโซเวียตจะล่มสลายไป ระบบ ยังถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับประโยชน์จากการเปิดรับเทคโนโลยีของทางตะวันตกเช่นการวิเคราะห์อาวุธของทางตะวันตก หรือแม้แต่นำเข้าระบบคอมพิวเตอร์ที่ก้าวหน้าของทางตะวันตกมาช่วยในการออกแบบ ในปัจจุบันถ้าจะวัดกันตัวต่อตัว ระบบทางตะวันตกที่พอจะเทียบได้กับ เอส-300 คงมีแต่ระบบแพทริออทแพค-3 เท่านั้นที่ดูจะพอสู้ได้

สหรัฐอเมริกาเคยแสดงความวิตกกังวลว่า เซอร์เบียและอิรักจะมีระบบทั้ง2อยู่ ซึ่งถ้ามีจริงคงจะส่งผลกระทบต่อ ปฏิบัติการทางอากาศใน เซอร์เบีย และ ในอิรัก อย่างแน่แท้ เนื่องจาก ระบบ มีความสามารถในการทำลายสูง เรดาร์ที่มีกำลังสูง เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว ป้องกันการก่อกวนได้ดี เนื่องจาก ระบบมีประสิทธิภาพที่สูงมากนั่นเอง ทำให้ต้องมีการเร่งการพัฒนาเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบบี-2 และเครื่องบินขับไล่แบบเอฟ-22 ออกมาโดยเร็วเพราะทั้ง2เป็นอาวุธสำคัญในการต่อต้านระบบทั้ง2นี้

ระบบอาวุธปล่อยพื้นสู่อากาศ เอส-300 นอกจากประสิทธิภาพของมันแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าจับตาคือ ความง่ายในการใช้งาน สามารถใช้งานได้โดยทหารเกณฑ์ของสหภาพโซเวียต ซึ่งการนำไปบรรจุใช้งานตามหน่วยนั้นอาจะใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน ในการพร้อมรบ แต่ถ้าหากประเทศที่สั่งซื้ออยากให้ใช้งานได้เร็วๆ แค่เพียงสั่งให้เจ้าหน้าที่จากรัสเซียไปทำงานชั่วคราว ก็พร้อมรบได้ภายในเดือนเดียว

ระบบนี้ได้รับการบรรจุเข้าประจำการในยุค80 ซึ่งนับเป็นเจเนอเรชั่นแรก ซึ่งในปัจจุบันพัฒนามาเป็นเจเนอเรชั่นที่3-4แล้ว แต่ยังอยู่บนพื้นฐานเดียวกับเจเนอเรชั่นแรก คือ ทนทาน และง่ายต่อการใช้งาน

การมาถึงของระบบ เอส-300 ทำให้ยุทธศาสตร์ในภูมิภาคนี้ของสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียเปลี่ยนไป ถึงแม้ระบบนี้จะไม่ได้อยู่ยงคงกระพัน แต่อย่างน้อยถ้าจะทำลายมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ทรัพยากรทั้งเงินและคนมาก และยังเสี่ยงต่อการสูญเสียทั้งเครื่องบินและนักบิน ระบบอาวุธปล่อยพื้นสู่อากาศแบบนี้มีข้อได้เปรียบกว่าเครื่องบินตรงที่ ต้องการการดูแลที่น้อยกว่า ความคุ้มค่าต่อดอลลาร์ที่จ่ายไปสูงกว่าอีกทั้งยังต้องการทรัพยากรมนุษย์น้อยกว่า

วิธีการที่จะต่อต้านระบบ เอส-300 สหรัฐฯได้วางแผนดังนี้ ใช้เอฟ-22ติดอาวุธปล่อยอากาศ-พื้นแบบสแตนด์ออฟ ซึ่งสนับสนุนด้วยเครื่องบินสงครามอิเล็คทรอนิคส์อย่างบี-52เอช ติดกระเปาะแจมเมอร์กำลังสูง พร้อมด้วยเครื่องบินสนับสนุนอีกสารพัดแบบอย่างเช่น อาร์ซี-135 ซี/ดับบลิว อี-8ซี หรือ เครื่องบินใหม่อย่างอี-10 เอ็มซี2เอ สิ่งสำคัญที่สุดคือข้อมูลข่าวกรองแบบทันเหตุการณ์ เพื่อระบุเป้าหมายโดยใช้ระบบอาวุธแบบสแตนด์ออฟ

แต่สำหรับเครื่องบินที่ไม่มีคุณลักษณะล่องหน คงยากที่จะรอดถ้าต้องเจอกับ ระบบนี้ เนื่องจากระบบECM ที่ติดตั้งมากับเครื่องบินนั้นไม่เพียงพอ หรือแม้กระทั่งกระเปาะแจมเมอร์โดยทั่วไปก็อาจจะไม่เพียงพอ เนื่องจากต้องเป็นกระเปาะแจมเมอร์ที่มีกำลังส่งสูงมากพอที่จะรบกวนเรดาร์กำลังสูงของ ระบบ เอส-300 อีกทั้งระบบECCM ของ ระบบนี้ มีประสิทธิภาพสูงมาก ทำให้การรบกวนยิ่งเป็นไปได้ยากอีก

เอฟ-35 เป็นเครื่องบินที่มีหน้าตัดเรดาร์(RCS)ด้านหน้าเล็กมากพอที่จะเล็ดรอดเรดาร์ของระบบ เอส-300 ได้หากใช้กลยุทธ์บินต่ำ แล้วบินด้วยความเร็วสูง คอยอัพเดทข้อมูลข่าวกรอง และ ติดตั้งอาวุธปล่อยสแตนด์ออฟที่มีหน้าตัดเรดาร์ต่ำ แต่ มีโอกาสได้เพียงครั้งเดียว เนื่องจากหน้าตัดเรดาร์ด้านท้ายเครื่องนั้น ใหญ่กว่าด้านหน้ามาก นักบินคงไม่สนุกแน่หากจะต้องวิ่งหนีจรวดนำวิถีความเร็วไฮเปอร์โซนิคที่หนัก3000ปอนด์ที่ตามก้นอยู่ เพียงเพราะตนพลาดในการทำลายฐานปล่อยในการโจมตีเพียงครั้งเดียวของตน อีกทั้งการบินด้วยความเร็วสูงในเพดานบินต่ำยังทำให้อายุการใช้งานของตัวเครื่องลดลงอีกด้วย

เครื่องบินในทางตะวันตกในปัจจุบันที่พอจะทำหน้าที่อันเสี่ยงนี้(ไม่นับเอฟ-22และเอฟ-35)คงมีแต่เอฟ-15อี ทอร์นาโด และเอฟ-111 ที่ติดตั้งระบบสงครามอิเล็คทรอนิคส์ขั้นสูง

จุดอ่อนเดียวของระบบ เอส -300 คือระดับเส้นขอบฟ้า ที่ค่อนข้างใกล้ แต่แก้ปัญหาได้โดยการติดตั้งบนเสาสูงแบบพับเก็บได้ แต่นั่นก็ทำให้ คุณลักษณะการเคลื่อนที่ได้ลดลงมาก (ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งของระบบนี้) แนวคิดที่จะยิงอาวุธปล่อยแบบครุยส์หรืออาวุธปล่อยต่อต้านการแพร่คลื่นเรดาร์หรืออาวุธปล่อยแบบสแตนด์ออฟ อาวุธปล่อยเหล่านั้นต้องมีหน้าตัดเรดาร์ที่ต่ำมาก เนื่องจากจะต้องเข้าใกล้เป้าหมายให้มากพอเพราะรัสเซียได้วางระบบอาวุธปล่อยพื้นสู่อากาศแบบ Tor-M1(SA-15 Gaunlet)ไว้ป้องกันระบบ เอส-300

heres-why-russia-selling-s-300-advanced-missile-systems-to-iran-is-such-a-big-deal

โดยสรุปการที่จะเอาชนะระบบ เอส-300 ได้จะต้องมีทรัพยากรที่มากพอในการจัดหามาตรการต่อต้าน ดังนั้น ขณะนี้ ซีเรีย จะเป็นอีกประเทศ ที่มี เอส-300 ไว้ในครอบครอง ซึ่งเป็นกันชนระหว่าง รัสเซีย กับ ยุโรปอีกด้วย ดังนั้น งานนี้ นาโต ต้องมีปฎิกริยาบางอย่างโต้ตอบอย่างแน่นอน ต้องคอยติดตามดูกัน

Comments

comments

loading...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *