พ่อและแม่ผู้ยังค้นหาร่างลูกๆทุกวัน ที่สาบสูญไปในภัยพิบัติฟุกุชิมะเมื่อ 5 ปีก่อน!

แม้จะผ่านมานานกว่า 5 ปีแล้วหลังเกิดเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มฟุกุชิมะจนทำให้เกิดภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่ยังมีพ่อแม่อีกหลายคนกลับเข้ามาในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยรังสีแห่งนี้ เพื่อค้นหาร่างของลูกๆ ที่สาบสูญ

ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน คลื่นสึนามิที่เกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวในวันที่ 11 มีนาคม ได้พัดถล่มจังหวัดฟุกุชิมะจนเกิดความเสียหายและทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นในโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิชิ เนื่องจากเครื่องปฏิกรณ์เกิดการหลอมละลายและปลดปล่อยสารกัมมันตรังสีออกมา ซึ่งนับเป็นภัยพิบัตินิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดในโลกรองลงมาจากเชอร์โนบิล

Loading...

 

ปัจจุบันพื้นที่ในบริเวณนั้นยังคงเป็นสถานที่ต้องห้ามเพราะเต็มไปด้วยสารกัมมันตรังสี ในแต่ละปีทีมค้นหาจะได้รับอนุญาตไม่เกิน 30 ครั้ง โดยแต่ละครั้งใช้เวลาไม่เกิน 5 ชั่วโมง เพื่อค้นหาร่างของผู้ที่ยังสูญหาย

loading...
loading...

 

Norio Kimura คือชายชาวญี่ปุ่นวัย 50 ปีที่ยังคงเดินทางกลับเข้ามาในฟุกุชิมะเพื่อขุดค้นซากปรักหักพังและดินโคลน เพราะแม้ว่าจะพบร่างของพ่อและภรรยาแล้ว แต่ยังไม่มีวี่แววของยูนะ (Yuna) ลูกสาวสุดที่รักวัย 7 ขวบ

 

ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาคุณคิมูระจึงเดินทางกลับเข้ามาในฟุกุชิมะ เพื่อค้นหาร่างของยูนะที่เชื่อว่าน่าจะยังอยู่ในตำบล Okuma “ตอนแรกผมมาที่นี่เพียงลำพัง แต่เมื่อสองปีก่อนก็เริ่มมีอาสาสมัครเข้ามาช่วย”

 

การขุดพบชุดนักเรียนของยูนะทำให้ผู้เป็นพ่อยังคงมีความหวังว่าจะได้นำร่างของลูกสาวมาประกอบพิธีกรรมอย่างถูกต้อง “แม้ว่าผมจะยังไม่พบเธอ แต่นี่เป็นหลักฐานที่บอกให้รู้ว่าเธออยู่ที่นี่จริงๆ มันทำให้ผมรู้สึกดีใจและมีความสุขที่สุดในรอบหลายปี”

 

ยังมีพ่อและแม่อีกหลายคนที่เข้ามาค้นหาร่างของลูกๆ เช่นเดียวกับคุณคิมูระ หนูน้อยโคฮารุ (Koharu) วัย 12 ปี ลูกสาวของคุณ Naomi Hiratsuka ก็เป็นผู้เคราะห์ร้ายอีกคนหนึ่งที่เสียชีวิตไปพร้อมกับคุณครูและเพื่อนนักเรียนอีก 73 คนจากโรงเรียนประถมโอคาวะเช่นกัน

 

คุณแม่ฮิระสึกะได้ขอใบอนุญาตจากทางการเพื่อเข้ามาค้นหาร่างของลูกสาว “ฉันรู้ดีว่าพวกเขาเสียชีวิตไปแล้ว แต่ฉันไม่สามารถทิ้งร่างไร้ชีวิตของลูกสาวไว้ใต้ซากปรักหักพัง ดินโคลน หรือแม่น้ำได้”

 

ในที่สุดเธอก็พบร่างของหนูน้อยโคฮารุลอยอยู่ริมอ่าวและได้ทำพิธีกรรมฌาปณกิจอย่างถูกต้อง ซึ่งอย่างน้อยการค้นพบก็ทำให้พ่อแม่หลายคนเกิดความสบายใจ แม้รู้ดีว่าจะไม่มีวันได้ชีวิตของลูกๆ ผู้เป็นที่รักกลับคืนมา

ที่มา: DailyMail

Comments

comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *